เรื่อง “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” หรือที่เคยเรียกกันในชื่อเดิมว่า “อาหารเสริม” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่สนใจในหมู่ชุมชนคนรักสุขภาพ
ด้วยความหวังว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้น หรือช่วยเสริมสร้างความงามให้สวยและดูอ่อนกว่าวัย หรือช่วยรักษาทรวดทรงให้สวยเพรียวลม ฯลฯ ด้วยความเชื่อและความหวังว่า สิ่งเหล่านี้จะมีคุณประโยชน์คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สูญเสียไป หลายคนใช้แล้วได้ผลดี ในขณะที่อีกหลายคนเช่นกันใช้แล้วไม่ได้ผล จึงใคร่ขอเสนอแนวทางในการเลือกใช้ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” หรือ “อาหารเสริม” ไว้พอสังเขป ดังนี้
1. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ตามกฎหมายจัดให้เป็นกลุ่มเดียวกับอาหารและไม่ได้จัดว่าเป็นยา ทั้งนี้เพราะยังไม่มีการศึกษาหรือมีหลักฐานทางการแพทย์มายืนยันว่า ได้ผลดีและผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร? ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงเทียบได้เท่ากับอาหารทั่วไปที่เรารับประทานกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เกิดพลังงาน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับร่างกายของเรา ซึ่งไม่มีคุณสมบัติในทางยาที่ช่วยในการป้องกันหรือรักษาโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพที่พวกเราประสบกันอยู่
2. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้มักจะอาจมีการศึกษาหรือมีหลักฐานทางการแพทย์ที่ไม่ดีเพียงพอมายืนยันว่า ได้ผลดีและผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างไร? แต่อาจจะมีเฉพาะการศึกษาในสัตว์ทดลอง เช่น หนู ลิง หรือกระต่าย เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ผลดีต่อสัตว์เหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่าจะใช้ได้ผลดีในมนุษย์ เพราะ “มนุษย์ไม่ใช่สัตว์” และถ้าได้ผลดีในมนุษย์ก็ควรมีการศึกษาในมนุษย์เพื่อยืนยันความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนั้นที่ชัดเจนเสียก่อน
อีกประเด็นหนึ่งก็คือผู้ผลิตหลายรายพยายามนำผลการศึกษามาอ้างอิงว่ามีการศึกษาในคนแล้ว ในเรื่องนี้ควรพิจารณาถึงจำนวนคนหรือที่นิยมเรียกว่า “จำนวนตัวอย่าง” ที่ใช้ในการศึกษานั้นๆ ด้วย เพราะการที่ได้ผลในคน 5-10 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลในทุกคน เพราะในอดีตมียาหลายชนิดที่จะเห็นผลชัดเจนก็ต่อเมื่อได้ใช้ในผู้ป่วยเป็นพันเป็นหมื่นคนแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ยาคลอแรมเฟนนิคอล ที่พบว่าเป็นพิษต่อเลือดชนิดรุนแรง และทำให้เสียชีวิตทุกราย ซึ่งพิษนี้จะพบในผู้ที่ใช้ยาเพียง 1 หรือ 2 รายเท่านั้น จากผู้ใช้ยาทั้งหมดประมาณหนึ่งหมื่นคน เป็นต้น ดังนั้นจำนวนคนที่ศึกษาจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะคุณอาจจะเป็น “หนึ่งในหมื่น” ก็เป็นได้
3. เมื่อมองในเชิงธุรกิจมีส่วนสำคัญทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่รู้จัก คุ้นเคย และเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวางทั้งทางโฆษณาตามสื่อต่างๆ และการขายตรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยแรงจูงใจทางธุรกิจเพื่อผลกำไรหรือส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งส่งผลโดยตรงทำให้การถ่ายทอดข้อมูลแต่เฉพาะผลดี โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้
สรุปว่าการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเช่นอาหารไม่ใช่ยา ควรศึกษาถึงผลดีและผลเสียให้ครบถ้วน เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจโดยมีกำไรเป็นผลตอบแทน เพราะต้องการให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีประโยชน์กับสุขภาพจริงๆ ไม่ได้เป็นปัญหาเป็นพิษต่อตับ ไต หรืออวัยวะอื่นๆ ของร่างกายของเราที่ประมาณค่ามิได้ แถมยังต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ตลอดจนความรู้สึกที่ถูกหลอก (แต่เฉยไว้ตามแบบไทยไทย) แต่ก็มีเหลือเล็ดรอดออกมาเป็นข่าวบ้างบางระยะ
ในส่วนลึกของจิตใจที่เป็นเภสัชกรก็อยากให้มีการคิดค้นและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีมีประโยชน์กับสุขภาพร่างกายจริงๆ ออกมารับใช้สังคมให้มากขึ้นๆ จึงอยากฝากข้อคิดเหล่านี้ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อย่างไรก็ตามถ้าคุณมีข้อสงสัยในเรื่องเล่านี้ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ครับ
ที่มา
“โครงการล้านคำถามเรื่องยา ปรึกาาเภสัชกร โดบความร่วมมือของสภาเภสัชกรรม กับ อย.”
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
อาหารเสริมเลือกอย่างไร
อาหารเสริมเลือกอย่างไร
คำถามตามหัวข้อข้างต้นนั้น ผู้เขียนได้มาจากอี-เมล์ของท่านผู้ฟัง อันที่จริงมีอยู่สองคำถามด้วยกัน คำแรกคือ อยากได้คำแนะนำว่า หากต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะต้องเลือกอย่างไรโดยไม่เป็นเหยื่อบริษัท ส่วนคำถามที่สองมีว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นมีผลข้างเคียงหรือเปล่า เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักไม่นิยมเขียนเตือนผู้บริโภคไว้
ที่บอกว่าเป็นท่านผู้ฟังมิใช่ผู้อ่าน ก็เพราะท่านผู้เขียนคำถามมีโอกาสไปฟังผู้เขียน บรรยายเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งจึงได้เขียนคำถามมา เมื่อมีคำถามและเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านโดยรวม จึงขอตอบไว้ ณ ที่นี้ โดยผู้เขียนได้ขอให้ผู้ตั้งคำถามท่านนั้นมาหาอ่านเอาเองที่ 'เนชั่นสุดสัปดาห์'
ก่อนอื่น เห็นทีพวกเราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายหรือนิยามของคำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสียก่อน ทางคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย. ขอให้เรียกผลิตภัณฑ์พวกนี้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เดิมทีผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้นิยมเรียกกันว่าอาหารเสริม หรืออาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งไม่ถูกต้อง อ.ย.จึงต้องเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ถูกต้องตามความหมายที่แท้จริงของมัน
นิยามของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีบอกไว้ว่าหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรง นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ ซึ่งมักอยู่ในรูปลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น และมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติมิใช่สำหรับผู้ป่วย
หากผลิตภัณฑ์เป็นของเหลวจะต้องเป็นของเหลวที่บริโภคโดยไม่มุ่งหมายเพื่อให้รสชาติ หรือบริโภคในลักษณะต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป เช่น ครั้งละ 10 มิลลิลิตร หรือเป็นของเหลวข้นสำหรับหยดใส่น้ำหรือน้ำผลไม้เพื่อมุ่งหมายในการให้สารบางอย่าง จัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ในนิยามข้างต้นนั้น มีประโยคที่อาจจะฟังเข้าใจยากอยู่สักหน่อยสองสามประโยค อย่างเช่นประโยคที่ว่า 'ใช้รับประทานโดยตรง' ประโยคนี้ไม่ใช่หมายความว่ารับประทานทางปาก เพราะมันก็ต้องรับประทานทางปากอยู่แล้ว แต่หมายความว่าสามารถรับประทานได้เลย ไม่ต้องนำไปปรุงไปต้มไปหุงให้ต้องเสียเวลาอีก เปิดขวดแล้วก็หยิบใส่ปากรับประทานได้ทันที หากเป็นผงหรือเป็นน้ำก็สามารถรับประทานได้ทันทีเหมือนกัน
ประโยคที่สองคือ 'นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ' หมายความว่าทาง อ.ย. แนะนำให้บริโภคอาหารหลักหรืออาหารปกติเสียก่อน เมื่อบริโภคอาหารหลักประจำวันแล้ว ยังรู้สึกว่าตนเองขาดสารอาหารบางตัวจึงจะรับประทานผลิตภัณฑ์พวกนี้ อ.ย.ไม่แนะนำให้บริโภคอาหารประเภทนี้แทนอาหารหลัก จึงไม่สมควรอย่างยิ่งหากจะเลิก หรือลดอาหารหลักแล้วนำเอาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เข้ามาแทน
เป็นเพราะประโยคที่สองนี่เองที่ทำให้มันมีชื่อเรียกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นั่นคือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เสริมอาหารหลัก หากอาหารหลักให้สารอาหารไม่เพียงพอ ก็เติมสารอาหารเข้าไปในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ประโยคที่สามคือ 'สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติมิใช่สำหรับผู้ป่วย' หมายความว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นไม่แนะนำให้ผู้ป่วยใช้ แต่ให้ใช้กับคนปกติที่ต้องการดูแลรักษาสุขภาพ ส่วนใครที่ป่วยเขาแนะนำให้ไปพบแพทย์ให้ใช้ยาในการรักษา ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้แทนยา เพราะมันไม่ใช่ยา
เมื่อเข้าใจนิยามของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว เราลองมาดูกันว่าหากต้องการจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว จะเลือกอย่างไร
ประการแรกคือ เลือกเมื่อรู้สึกว่าขาดหรือต้องการสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่นเราเป็นคนชอบกินอาหารไขมันสูง มีปัญหาไขมันสูงในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ และรู้ว่าการกินปลาทะเลจะทำให้ได้รับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้าสาม ซึ่งช่วยลดไขมันกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ แต่ปรากฏว่าเราไม่กินปลาทะเลเพราะไม่ชอบกลิ่นคาวของมัน หากเป็นอย่างนี้จะลองซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันปลาทะเลมารับประทานก็ได้ หรือเราไม่ชอบดื่มนม กระดูกปลาเล็กปลาน้อยก็ไม่กิน ผักใบเขียวเข้มก็ไม่ชอบ อย่างนี้อาจจะเสี่ยงต่อการขาดแคลเซียมและสารอาหารบำรุงกระดูก หากกลัวว่าจะเกิดปัญหากระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุน จะเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทแคลเซียมมาเสริมนอกเหนือจากอาหารก็ได้ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมทดแทนจากที่ขาด
หากเป็นคนไม่ชอบรับประทานพืชผักผลไม้ เกรงว่าตนเองอาจจะขาดวิตามิน หรือสารพฤกษเคมีอาจจะเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทวิตามินรวม หรือประเภทสารสกัดจากพืชผักผลไม้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความรู้สึกว่าเราขาดสารอาหาร แต่หากสามารถกินอาหารได้ตามปกติอยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะต้องไปเสียสตางค์ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากินให้สิ้นเปลืองเพราะผลิตภัณฑ์พวกนี้มักมีราคาแพง และมักจะแพงกว่าคุณค่าจริงที่มันมีอยู่ เหตุที่แพงก็เพราะมันเป็นอาหารแฟชั่นก็เท่านั้นแหละไม่มีเหตุผลอื่น รู้ๆ กันอยู่ว่าราคาของแฟชั่นหรือของค่านิยมมักจะแพงเกินเหตุเสมอ
จะเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างไร หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าเราขาดสารอาหารบางตัว หรือมีความต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มเติม
ก่อนอื่นคงต้องพิจารณาที่ผลิตภัณฑ์ เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้เลือกอยู่มากมาย ส่วนใหญ่มีผู้จำหน่ายมานำเสนอขายกันถึงบ้านหรือที่ทำงานเลยด้วยซ้ำ บางบริษัทจัดระบบการขายแบบเอ็มแอลเอ็ม บางบริษัทก็ขายแบบแชร์ลูกโซ่ จะระบบไหนก็ตามแต่ ขอให้รับทราบว่าผู้จำหน่ายล้วนแต่ทำกำไรกันเป็นกอบเป็นกำทั้งนั้น
จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กับใคร ก็ขอให้เริ่มต้นด้วยการพิจารณาพฤติกรรมของผู้จำหน่ายก่อน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นจัดเป็นอาหาร และอาหารนั้นไม่มีชนิดไหนหรอกที่จัดเป็นอาหารมหัศจรรย์ จะมีก็แต่ประเภทบัวหิมะพันปีในภาพยนตร์จีนกำลังภายในเท่านั้น
ดังนั้น หากมีผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์คนไหนนำเสนอผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมหัศจรรย์ ที่มีการให้ข้อมูลว่าสามารถรักษาโรคได้สารพัด ทั้งโรคหัวใจ โรคมะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอีกสารพัดโรค ทั้งเสริมโปรตีน เสริมสารอาหารมากมายอย่างที่หลายผลิตภัณฑ์ชอบโฆษณาอวดอ้างกัน ก็ขอแนะนำให้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในทันที เพราะมีหลักฐานยืนยันแทบจะร้อยทั้งร้อย ว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้หลอกลวงผู้บริโภค
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดไหนที่แนะนำให้บริโภคกันให้มาก โดยให้ข้อมูลในเชิงสนับสนุนว่า ยิ่งบริโภคมากก็จะยิ่งมีประโยชน์ อย่างเช่นที่เห็นกันในตลาดมีผลิตภัณฑ์โปรตีนหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งประเภทสาหร่ายหรือโปรตีนจากถั่วบ้าง จากปลาทะเลลึกบ้าง แนะนำกันว่าหากบริโภคมากจะทำให้ผิวสวย หน้าสวย หน้าเด้ง ผิวเด้งเต่งตึง อะไรทำนองนั้น ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ขอให้หลีกให้ไกล
แคลเซียมบางผลิตภัณฑ์ มีผู้จำหน่ายจำนวนหนึ่งแนะนำให้บริโภคกันมากๆ โดยอ้างว่าเพื่อเร่งการสะสมแคลเซียมในกระดูก ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาหรือกระเทียมที่มีการแนะนำให้บริโภคกันมากๆ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แนะนำให้บริโภคกันจนเกินเหตุ ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาหรือทำการขายในลักษณะนี้ ขอให้หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
การแนะนำให้บริโภคมากๆ เกินข้อกำหนดที่ทาง อ.ย.กำหนดไว้อย่างนี้ หลายผลิตภัณฑ์ที่ด้อยคุณภาพมักจะเป็นนโยบายของบริษัทซึ่งกำหนดให้ผู้จำหน่ายออกมา ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์กันทำนองนั้น หลบเลี่ยงการตรวจสอบของ อ.ย. เพราะเป็นการจำหน่ายตรงที่ตรวจสอบได้ยาก
บางผลิตภัณฑ์ทางบริษัทอาจจะไม่มีนโยบายให้ผู้จำหน่ายไปค้าขายกันเกินเหตุ แต่ผู้จำหน่ายบางกลุ่มบางสายที่เห็นแก่ได้ หัวหน้าสายเที่ยวไปกระตุ้นให้ลูกสาย ทำการโฆษณากันจนเกินเลยโดยไม่คิดถึงประโยชน์ของผู้บริโภค หากมีโอกาสเจอะเจอผู้จำหน่ายไร้จรรยาบรรณอย่างนี้ ก็ขอแนะนำให้หลีกหนีไปไกลๆ น่าจะดีกว่า อีกประเภทหนึ่งที่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงเข้าไว้คือ ผลิตภัณฑ์ประเภทที่ไม่ใช่วิตามินหรือสารอาหาร แต่เป็นประเภทสารสกัดจากผักบ้างผลไม้บ้าง แต่ไม่มีกระบวนการสกัดที่ชัดเจน หรือไม่มีเทคโนโลยีในการสกัด แต่นำเอาผักบ้างผลไม้บ้างหรือสมุนไพรมาใช้กันตรงๆ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทส้มตากแห้ง ส้มแขกตากแห้ง ลูกยอหรือธัญพืชที่นำมาใช้กันตรงๆ หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนไม่ได้ หากเป็นอย่างนี้ก็ขอให้หลีกหนีเข้าไว้
ผลิตภัณฑ์ที่อ้างเหตุผลว่าคนโน้นกินแล้วหาย คนนี้กินแล้วดี ซึ่งนับเป็นเหตุผลในเชิงวิชาการไม่ได้เลย ยิ่งเป็นการนำเอาดาราบ้าง คนที่รู้จักกันทั่วไปมาโฆษณาสรรพคุณกันจนเกินเลย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการอวดอ้างสรรพคุณกันเกินจริง ประเภทนี้ก็ต้องขอให้เลี่ยง
ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่ผู้บริโภคควรจะอยู่ห่างๆ คือผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ด้อยคุณภาพ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่เป็นผลิตภัณฑ์จากบ้านบ้าง ชุมชนบ้าง ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่วนใหญ่มักจะไม่มี อ.ย. หรือหากเป็นยุคก่อนที่จะมีการบังคับใช้มาตรฐาน GMP ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อาจจะได้ อ.ย. แต่ส่วนใหญ่เป็น อ.ย.ส่วนภูมิภาคที่ขาดเจ้าหน้าที่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้รับ อ.ย.มาได้อย่างไร ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ขออย่าได้ไปเกรงใจกันเลย หากหลีกหนีได้ก็ขอให้หนีไปให้พ้น
หากจำเป็นจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผู้เขียนแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ได้คุณภาพเท่านั้น คำว่าได้คุณภาพ คือได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น GMP, HACCP, ISO 9000, 14000 ยิ่งได้มาตรฐานหลายสถาบันก็ยิ่งมีคุณภาพ ไหนๆ จะต้องจ่ายสตางค์ซื้อผลิตภัณฑ์มาบริโภค ก็ขอให้เลือกที่คุณภาพเถอะ
อย่างไรก็ตาม ประการสุดท้ายที่จะต้องพิจารณาคือเรื่องของราคา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มักจะมีราคาแพงกว่าคุณภาพและปริมาณของสารอาหารที่ได้รับ หากไม่ร่ำรวยมีเงินเหลือใช้จริงๆ ก็ขอให้เครียดกับผลิตภัณฑ์ราคาแพงให้จงหนัก คุณภาพนั้นอาจจะดีจริงแต่ราคาแพงเกินเหตุก็น่าจะต้องเลี่ยง เก็บสตางค์ไว้ทำอย่างอื่นน่าจะดีกว่า
สำหรับคำถามที่สองที่กล่าวถึงผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เห็นทีจะต้องอ่านฉลาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มี อ.ย. ย่อมหมายความว่าเป็นผลิตภัณฑ์เถื่อน ซึ่งไม่แนะนำให้ซื้ออยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมี อ.ย. รับรองไว้ จะต้องมีการระบุถึงผลข้างเคียงไว้เสมอ การบริโภคจะต้องบริโภคในปริมาณที่กำหนดไว้บนฉลาก อย่าบริโภคให้ไปมากกว่านั้น
เมื่อเป็นอาหารและบริโภคอย่างอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มักไม่มีผลข้างเคียง เพราะมันเป็นอาหารไม่ใช่ยา ควรกังวลอย่างยิ่งก็ต่อเมื่อเผลอใจถูกหลอกให้บริโภคมากๆ เท่านั้น
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 619-20 วันที่ 12 -25 เม.ย. 2547 ]
คำถามตามหัวข้อข้างต้นนั้น ผู้เขียนได้มาจากอี-เมล์ของท่านผู้ฟัง อันที่จริงมีอยู่สองคำถามด้วยกัน คำแรกคือ อยากได้คำแนะนำว่า หากต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะต้องเลือกอย่างไรโดยไม่เป็นเหยื่อบริษัท ส่วนคำถามที่สองมีว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นมีผลข้างเคียงหรือเปล่า เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักไม่นิยมเขียนเตือนผู้บริโภคไว้
ที่บอกว่าเป็นท่านผู้ฟังมิใช่ผู้อ่าน ก็เพราะท่านผู้เขียนคำถามมีโอกาสไปฟังผู้เขียน บรรยายเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งจึงได้เขียนคำถามมา เมื่อมีคำถามและเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านโดยรวม จึงขอตอบไว้ ณ ที่นี้ โดยผู้เขียนได้ขอให้ผู้ตั้งคำถามท่านนั้นมาหาอ่านเอาเองที่ 'เนชั่นสุดสัปดาห์'
ก่อนอื่น เห็นทีพวกเราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายหรือนิยามของคำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสียก่อน ทางคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย. ขอให้เรียกผลิตภัณฑ์พวกนี้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เดิมทีผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้นิยมเรียกกันว่าอาหารเสริม หรืออาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งไม่ถูกต้อง อ.ย.จึงต้องเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ถูกต้องตามความหมายที่แท้จริงของมัน
นิยามของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีบอกไว้ว่าหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรง นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ ซึ่งมักอยู่ในรูปลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น และมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติมิใช่สำหรับผู้ป่วย
หากผลิตภัณฑ์เป็นของเหลวจะต้องเป็นของเหลวที่บริโภคโดยไม่มุ่งหมายเพื่อให้รสชาติ หรือบริโภคในลักษณะต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป เช่น ครั้งละ 10 มิลลิลิตร หรือเป็นของเหลวข้นสำหรับหยดใส่น้ำหรือน้ำผลไม้เพื่อมุ่งหมายในการให้สารบางอย่าง จัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ในนิยามข้างต้นนั้น มีประโยคที่อาจจะฟังเข้าใจยากอยู่สักหน่อยสองสามประโยค อย่างเช่นประโยคที่ว่า 'ใช้รับประทานโดยตรง' ประโยคนี้ไม่ใช่หมายความว่ารับประทานทางปาก เพราะมันก็ต้องรับประทานทางปากอยู่แล้ว แต่หมายความว่าสามารถรับประทานได้เลย ไม่ต้องนำไปปรุงไปต้มไปหุงให้ต้องเสียเวลาอีก เปิดขวดแล้วก็หยิบใส่ปากรับประทานได้ทันที หากเป็นผงหรือเป็นน้ำก็สามารถรับประทานได้ทันทีเหมือนกัน
ประโยคที่สองคือ 'นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ' หมายความว่าทาง อ.ย. แนะนำให้บริโภคอาหารหลักหรืออาหารปกติเสียก่อน เมื่อบริโภคอาหารหลักประจำวันแล้ว ยังรู้สึกว่าตนเองขาดสารอาหารบางตัวจึงจะรับประทานผลิตภัณฑ์พวกนี้ อ.ย.ไม่แนะนำให้บริโภคอาหารประเภทนี้แทนอาหารหลัก จึงไม่สมควรอย่างยิ่งหากจะเลิก หรือลดอาหารหลักแล้วนำเอาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เข้ามาแทน
เป็นเพราะประโยคที่สองนี่เองที่ทำให้มันมีชื่อเรียกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นั่นคือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เสริมอาหารหลัก หากอาหารหลักให้สารอาหารไม่เพียงพอ ก็เติมสารอาหารเข้าไปในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ประโยคที่สามคือ 'สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติมิใช่สำหรับผู้ป่วย' หมายความว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นไม่แนะนำให้ผู้ป่วยใช้ แต่ให้ใช้กับคนปกติที่ต้องการดูแลรักษาสุขภาพ ส่วนใครที่ป่วยเขาแนะนำให้ไปพบแพทย์ให้ใช้ยาในการรักษา ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มนี้แทนยา เพราะมันไม่ใช่ยา
เมื่อเข้าใจนิยามของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว เราลองมาดูกันว่าหากต้องการจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว จะเลือกอย่างไร
ประการแรกคือ เลือกเมื่อรู้สึกว่าขาดหรือต้องการสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่นเราเป็นคนชอบกินอาหารไขมันสูง มีปัญหาไขมันสูงในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ และรู้ว่าการกินปลาทะเลจะทำให้ได้รับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้าสาม ซึ่งช่วยลดไขมันกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ แต่ปรากฏว่าเราไม่กินปลาทะเลเพราะไม่ชอบกลิ่นคาวของมัน หากเป็นอย่างนี้จะลองซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันปลาทะเลมารับประทานก็ได้ หรือเราไม่ชอบดื่มนม กระดูกปลาเล็กปลาน้อยก็ไม่กิน ผักใบเขียวเข้มก็ไม่ชอบ อย่างนี้อาจจะเสี่ยงต่อการขาดแคลเซียมและสารอาหารบำรุงกระดูก หากกลัวว่าจะเกิดปัญหากระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุน จะเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทแคลเซียมมาเสริมนอกเหนือจากอาหารก็ได้ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมทดแทนจากที่ขาด
หากเป็นคนไม่ชอบรับประทานพืชผักผลไม้ เกรงว่าตนเองอาจจะขาดวิตามิน หรือสารพฤกษเคมีอาจจะเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ประเภทวิตามินรวม หรือประเภทสารสกัดจากพืชผักผลไม้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความรู้สึกว่าเราขาดสารอาหาร แต่หากสามารถกินอาหารได้ตามปกติอยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะต้องไปเสียสตางค์ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากินให้สิ้นเปลืองเพราะผลิตภัณฑ์พวกนี้มักมีราคาแพง และมักจะแพงกว่าคุณค่าจริงที่มันมีอยู่ เหตุที่แพงก็เพราะมันเป็นอาหารแฟชั่นก็เท่านั้นแหละไม่มีเหตุผลอื่น รู้ๆ กันอยู่ว่าราคาของแฟชั่นหรือของค่านิยมมักจะแพงเกินเหตุเสมอ
จะเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างไร หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าเราขาดสารอาหารบางตัว หรือมีความต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มเติม
ก่อนอื่นคงต้องพิจารณาที่ผลิตภัณฑ์ เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้เลือกอยู่มากมาย ส่วนใหญ่มีผู้จำหน่ายมานำเสนอขายกันถึงบ้านหรือที่ทำงานเลยด้วยซ้ำ บางบริษัทจัดระบบการขายแบบเอ็มแอลเอ็ม บางบริษัทก็ขายแบบแชร์ลูกโซ่ จะระบบไหนก็ตามแต่ ขอให้รับทราบว่าผู้จำหน่ายล้วนแต่ทำกำไรกันเป็นกอบเป็นกำทั้งนั้น
จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กับใคร ก็ขอให้เริ่มต้นด้วยการพิจารณาพฤติกรรมของผู้จำหน่ายก่อน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นจัดเป็นอาหาร และอาหารนั้นไม่มีชนิดไหนหรอกที่จัดเป็นอาหารมหัศจรรย์ จะมีก็แต่ประเภทบัวหิมะพันปีในภาพยนตร์จีนกำลังภายในเท่านั้น
ดังนั้น หากมีผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์คนไหนนำเสนอผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมหัศจรรย์ ที่มีการให้ข้อมูลว่าสามารถรักษาโรคได้สารพัด ทั้งโรคหัวใจ โรคมะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอีกสารพัดโรค ทั้งเสริมโปรตีน เสริมสารอาหารมากมายอย่างที่หลายผลิตภัณฑ์ชอบโฆษณาอวดอ้างกัน ก็ขอแนะนำให้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในทันที เพราะมีหลักฐานยืนยันแทบจะร้อยทั้งร้อย ว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้หลอกลวงผู้บริโภค
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดไหนที่แนะนำให้บริโภคกันให้มาก โดยให้ข้อมูลในเชิงสนับสนุนว่า ยิ่งบริโภคมากก็จะยิ่งมีประโยชน์ อย่างเช่นที่เห็นกันในตลาดมีผลิตภัณฑ์โปรตีนหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งประเภทสาหร่ายหรือโปรตีนจากถั่วบ้าง จากปลาทะเลลึกบ้าง แนะนำกันว่าหากบริโภคมากจะทำให้ผิวสวย หน้าสวย หน้าเด้ง ผิวเด้งเต่งตึง อะไรทำนองนั้น ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ขอให้หลีกให้ไกล
แคลเซียมบางผลิตภัณฑ์ มีผู้จำหน่ายจำนวนหนึ่งแนะนำให้บริโภคกันมากๆ โดยอ้างว่าเพื่อเร่งการสะสมแคลเซียมในกระดูก ผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาหรือกระเทียมที่มีการแนะนำให้บริโภคกันมากๆ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แนะนำให้บริโภคกันจนเกินเหตุ ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาหรือทำการขายในลักษณะนี้ ขอให้หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
การแนะนำให้บริโภคมากๆ เกินข้อกำหนดที่ทาง อ.ย.กำหนดไว้อย่างนี้ หลายผลิตภัณฑ์ที่ด้อยคุณภาพมักจะเป็นนโยบายของบริษัทซึ่งกำหนดให้ผู้จำหน่ายออกมา ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์กันทำนองนั้น หลบเลี่ยงการตรวจสอบของ อ.ย. เพราะเป็นการจำหน่ายตรงที่ตรวจสอบได้ยาก
บางผลิตภัณฑ์ทางบริษัทอาจจะไม่มีนโยบายให้ผู้จำหน่ายไปค้าขายกันเกินเหตุ แต่ผู้จำหน่ายบางกลุ่มบางสายที่เห็นแก่ได้ หัวหน้าสายเที่ยวไปกระตุ้นให้ลูกสาย ทำการโฆษณากันจนเกินเลยโดยไม่คิดถึงประโยชน์ของผู้บริโภค หากมีโอกาสเจอะเจอผู้จำหน่ายไร้จรรยาบรรณอย่างนี้ ก็ขอแนะนำให้หลีกหนีไปไกลๆ น่าจะดีกว่า อีกประเภทหนึ่งที่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงเข้าไว้คือ ผลิตภัณฑ์ประเภทที่ไม่ใช่วิตามินหรือสารอาหาร แต่เป็นประเภทสารสกัดจากผักบ้างผลไม้บ้าง แต่ไม่มีกระบวนการสกัดที่ชัดเจน หรือไม่มีเทคโนโลยีในการสกัด แต่นำเอาผักบ้างผลไม้บ้างหรือสมุนไพรมาใช้กันตรงๆ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทส้มตากแห้ง ส้มแขกตากแห้ง ลูกยอหรือธัญพืชที่นำมาใช้กันตรงๆ หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนไม่ได้ หากเป็นอย่างนี้ก็ขอให้หลีกหนีเข้าไว้
ผลิตภัณฑ์ที่อ้างเหตุผลว่าคนโน้นกินแล้วหาย คนนี้กินแล้วดี ซึ่งนับเป็นเหตุผลในเชิงวิชาการไม่ได้เลย ยิ่งเป็นการนำเอาดาราบ้าง คนที่รู้จักกันทั่วไปมาโฆษณาสรรพคุณกันจนเกินเลย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการอวดอ้างสรรพคุณกันเกินจริง ประเภทนี้ก็ต้องขอให้เลี่ยง
ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่ผู้บริโภคควรจะอยู่ห่างๆ คือผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ด้อยคุณภาพ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่เป็นผลิตภัณฑ์จากบ้านบ้าง ชุมชนบ้าง ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่วนใหญ่มักจะไม่มี อ.ย. หรือหากเป็นยุคก่อนที่จะมีการบังคับใช้มาตรฐาน GMP ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อาจจะได้ อ.ย. แต่ส่วนใหญ่เป็น อ.ย.ส่วนภูมิภาคที่ขาดเจ้าหน้าที่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้รับ อ.ย.มาได้อย่างไร ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ขออย่าได้ไปเกรงใจกันเลย หากหลีกหนีได้ก็ขอให้หนีไปให้พ้น
หากจำเป็นจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผู้เขียนแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ได้คุณภาพเท่านั้น คำว่าได้คุณภาพ คือได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น GMP, HACCP, ISO 9000, 14000 ยิ่งได้มาตรฐานหลายสถาบันก็ยิ่งมีคุณภาพ ไหนๆ จะต้องจ่ายสตางค์ซื้อผลิตภัณฑ์มาบริโภค ก็ขอให้เลือกที่คุณภาพเถอะ
อย่างไรก็ตาม ประการสุดท้ายที่จะต้องพิจารณาคือเรื่องของราคา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มักจะมีราคาแพงกว่าคุณภาพและปริมาณของสารอาหารที่ได้รับ หากไม่ร่ำรวยมีเงินเหลือใช้จริงๆ ก็ขอให้เครียดกับผลิตภัณฑ์ราคาแพงให้จงหนัก คุณภาพนั้นอาจจะดีจริงแต่ราคาแพงเกินเหตุก็น่าจะต้องเลี่ยง เก็บสตางค์ไว้ทำอย่างอื่นน่าจะดีกว่า
สำหรับคำถามที่สองที่กล่าวถึงผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เห็นทีจะต้องอ่านฉลาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มี อ.ย. ย่อมหมายความว่าเป็นผลิตภัณฑ์เถื่อน ซึ่งไม่แนะนำให้ซื้ออยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมี อ.ย. รับรองไว้ จะต้องมีการระบุถึงผลข้างเคียงไว้เสมอ การบริโภคจะต้องบริโภคในปริมาณที่กำหนดไว้บนฉลาก อย่าบริโภคให้ไปมากกว่านั้น
เมื่อเป็นอาหารและบริโภคอย่างอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่มักไม่มีผลข้างเคียง เพราะมันเป็นอาหารไม่ใช่ยา ควรกังวลอย่างยิ่งก็ต่อเมื่อเผลอใจถูกหลอกให้บริโภคมากๆ เท่านั้น
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 619-20 วันที่ 12 -25 เม.ย. 2547 ]
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
การลงทุนในธุรกิจร้านค้าปลีกเฉพาะทาง
ภาพจากอินเตอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
การลงุทนในธุรกิจศูนย์เฉพาะทาง
ด้านการดูแลสุขภาพ ความงาม
คุณคิดว่า การลงทุนธุรกิจศูนย์ความงามโดยทั่วไป ใช้งบประมาณเท่าไร?
อย่างน้อย 1ล้านบาท ครับ (ไม่รวมอาคาร)
เงินจำนวนมากจะเป็นค่าใช้จ่าย ด้านค่าเฟรนไซต์ ด้านค่าที่ปรึกษารายเดือน ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทแม่เป็นผู้กำหนด ค่าตกแต่ง(บริษัทแม่เป็นผู้กำหนด) และค่าสั่งซื้อสินค้าขั้นต่ำ
แล้วเมื่อไรจะคืนทุน สำหรับใน กทม. ROI=24เดือน ครับ เพราะกทม. มีประชากร10ล้านคน และ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางระดับเงินเดือน20,000 บาท
แต่ถ้าในเมืองอื่นๆ เจ้าของจะมาเปิดดำเนินการเอง เพราะไม่คุ้มการลงทุน ค่าROIไม่มี เนื่องจากระดับเงินเดือนในเมืองโดยทั่วไปคือ 7,000 บาท เท่านั้น
ถ้าลงทุนธุรกิจศูนย์ความงาม เริ่มต้นที่ 100,000 บาท จะดีกว่าไหม
โดยค่าสั่งซื้อสินค้าครั้งแรกกำหนดไว้ที่60,000 บาทเท่านั้น เงินลงทุนที่เหลือไว้ตกแต่งจัดพื้นที่เป็นมินิช้อป และ สั่งทำป้ายประชาสัมพันธ์
เพราะบริษัทเข้าใจในพื้นที่เมืองต่างๆทั่วประเทศ และ ต้องการให้เกิดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน จึงตัดค่าใช้จ่ายต่างๆออกไป เพราะหากร้านค้า(ศูนย์ฯ) อยู่ได้ในทุกเมืองทั่วประเทศ ย่อมส่งผลดีกลับมายังบริษัทด้วยเช่นกัน
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ทางรอดค้าปลีก ตอนที่4 จุดยุทธศาสตร์

ทางรอดธุรกิจร้านค้าปลีกในปัจจุบัน
บทที่สี่ จุดยุทธศาสตร์
ผู้เขียนขอสรุปโครงสร้างต้าปลีกสมัยใหม่ เป็นแผนภาพ เพื่อความเข้าใจง่ายๆ
จาก แผนภาพนี้จะเห็นได้ว่า องค์รวมของการทำการตลาดสมัยใหม่ โดยจุดที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ การทำการตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการ และร้านค้า(คู่ค้า)สามารถขายสินค้าได้เกิดการขายสินค้า ณ จุดขาย (POP) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น นักการตลาดก็ต้องสร้างสมดุลของจุดสัมผัสทั้งสามจุดให้มีความสอดคล้อง เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกัน
จุดสัมผัสที่ผมกล่าวถึงสามจุดก็คือ1. Shop Interface คือการทำการตลาดหระหว่างร้านค้าที่ขายสินค้าและบริการให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ซึ่งเป็นที่มาของการตลาดค้าปลีกหรือ Retail Marketing2. Company Interface คือ การร่วมมือกันทำการตลาดระหว่างร้านค้าหรือช่องทางการจัดจำหน่ายกับโรงงานผู้ ผลิตสินค้า ซึ่งจุดสัมผัสนี้เป็นที่มาของการตลาดพาณิชย์ หรือ Trade Marketing3. Consumer Interface คือการทำการตลาดของโรงงานหรือผู้ผลิตสินค้ากับผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ซึ่งก็เป็นเรื่องของการทำการตลาดผู้บริโภค หรือ Consumer Marketing
การค้าปลีก (Retailing) คือ การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย(End User/ Ultimate Consumer) ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อไปบริโภคด้วยตนเองหรือในครอบครัว ในด้านช่องทางการกระจายสินค้า การค้าปลีก เป็นที่ซึ่งลูกค้าจะได้พบกับสินค้าผ่านทางช่องทางการค้าปลีก ทำให้มีการแลกเปลี่ยนขึ้น โรงงานที่ผลิตสินค้า และผู้ขายสินค้าสามารถเข้าถึงเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นผ่านการทำการตลาด ณ จุดขาย (Point-of-Purchase, POP) ที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อที่ทันสมัย หรือที่เรียกกันว่า โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ดังนั้น Trade Marketing จึงเป็นการทำการตลาดในร้านค้าทันสมัยหรือโมเดิร์นเทรดนั่นเอง
คำถามคือทำไมโรงงานผู้ผลิตสินค้าต้องร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดด้วย สาเหตุก็เพราะการขยายตัวอย่างมโหฬารของโมเดิร์นเทรดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จำนวนสาขา ปริมาณการซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง และเทคโนโลยีด้านการค้าที่พัฒนาไปมากนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรม การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค เช่นในร้านโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่นั้นอาจมีพื้นที่ขายกว้างขวางเท่าๆ กับสนามฟุตบอลหนึ่งหรือสองสนามรวมกัน ทำให้ร้านค้าเองต้องการ สินค้าในปริมาณมากเพื่อที่จะเติมพื้นที่วางบนชั้นวางของให้เต็ม นอกจากนี้ ร้านค้าและผู้ผลิตสินค้ายังต้องคิดพิจารณาถึงการรับและการจัดส่งสินค้าให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ของตนเอง ซึ่งมุมมองนี้เป็นเรื่องของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
ผู้เขียนขอสรุปโครงสร้างต้าปลีกสมัยใหม่ เป็นแผนภาพ เพื่อความเข้าใจง่ายๆ
จาก แผนภาพนี้จะเห็นได้ว่า องค์รวมของการทำการตลาดสมัยใหม่ โดยจุดที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ การทำการตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการ และร้านค้า(คู่ค้า)สามารถขายสินค้าได้เกิดการขายสินค้า ณ จุดขาย (POP) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น นักการตลาดก็ต้องสร้างสมดุลของจุดสัมผัสทั้งสามจุดให้มีความสอดคล้อง เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกัน
จุดสัมผัสที่ผมกล่าวถึงสามจุดก็คือ1. Shop Interface คือการทำการตลาดหระหว่างร้านค้าที่ขายสินค้าและบริการให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ซึ่งเป็นที่มาของการตลาดค้าปลีกหรือ Retail Marketing2. Company Interface คือ การร่วมมือกันทำการตลาดระหว่างร้านค้าหรือช่องทางการจัดจำหน่ายกับโรงงานผู้ ผลิตสินค้า ซึ่งจุดสัมผัสนี้เป็นที่มาของการตลาดพาณิชย์ หรือ Trade Marketing3. Consumer Interface คือการทำการตลาดของโรงงานหรือผู้ผลิตสินค้ากับผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ซึ่งก็เป็นเรื่องของการทำการตลาดผู้บริโภค หรือ Consumer Marketing
การค้าปลีก (Retailing) คือ การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย(End User/ Ultimate Consumer) ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อไปบริโภคด้วยตนเองหรือในครอบครัว ในด้านช่องทางการกระจายสินค้า การค้าปลีก เป็นที่ซึ่งลูกค้าจะได้พบกับสินค้าผ่านทางช่องทางการค้าปลีก ทำให้มีการแลกเปลี่ยนขึ้น โรงงานที่ผลิตสินค้า และผู้ขายสินค้าสามารถเข้าถึงเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นผ่านการทำการตลาด ณ จุดขาย (Point-of-Purchase, POP) ที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อที่ทันสมัย หรือที่เรียกกันว่า โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ดังนั้น Trade Marketing จึงเป็นการทำการตลาดในร้านค้าทันสมัยหรือโมเดิร์นเทรดนั่นเอง
คำถามคือทำไมโรงงานผู้ผลิตสินค้าต้องร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดด้วย สาเหตุก็เพราะการขยายตัวอย่างมโหฬารของโมเดิร์นเทรดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จำนวนสาขา ปริมาณการซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง และเทคโนโลยีด้านการค้าที่พัฒนาไปมากนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรม การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค เช่นในร้านโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่นั้นอาจมีพื้นที่ขายกว้างขวางเท่าๆ กับสนามฟุตบอลหนึ่งหรือสองสนามรวมกัน ทำให้ร้านค้าเองต้องการ สินค้าในปริมาณมากเพื่อที่จะเติมพื้นที่วางบนชั้นวางของให้เต็ม นอกจากนี้ ร้านค้าและผู้ผลิตสินค้ายังต้องคิดพิจารณาถึงการรับและการจัดส่งสินค้าให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ของตนเอง ซึ่งมุมมองนี้เป็นเรื่องของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างค้าปลีกแล้ว เราจะถึงบางอ้อเลยว่า ทำไมของแพงขึ้นทุกวัน ก็เพราะแต่ละส่วนต่างมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์นั่นเอง
ดังนั้นถ้าเราลด “วงกลม” ในภาพลง เพื่อให้เกิดการตลาดทางตรง จากผู้ผลิต ผ่านมาที่เรา สู่ผู้บริโภคเลยละ เราและผู้บริโภคจะได้สินค้าที่คุณภาพดีขึ้น ในราคาไม่แพงใช่หรือไม่
การค้าปลีกแบบมีร้านค้า แยกประเภทได้ดังนี้
การค้าปลีกแบบมีร้านค้า แยกประเภทได้ดังนี้
1 Specialty stores หรือร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง เช่น Power buy, วุฒิ-ศักดิ์, บอดี้เชฟ
2 Department stores หรือ ห้างสรรพสินค้า เช่น Zen
3 Convenience stores หรือ ร้านสะดวกซื้อ เช่น 711
4 Supermarket หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น Tops
5 Super Center หรือ Superstores หรือ Hypermarts เช่น Tesco Lotus
3 Convenience stores หรือ ร้านสะดวกซื้อ เช่น 711
4 Supermarket หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น Tops
5 Super Center หรือ Superstores หรือ Hypermarts เช่น Tesco Lotus
6 Category Killers เป็นการพัฒนามาจาก Specialty Stores จะมีสินค้าขายเพียงสายผลิตภัณฑ์เดียวแต่มีครบทุกประเภท ทุกตรายี่ห้อ เช่น Export Outlet
การค้าปลีกแบบไม่มีร้านค้า
1 Direct Marketing
2 Network Marketing
ในบทนี้ผมจะพูดเฉพาะจุยุทธศาสตร์ที่เมื่อเรายึดได้ จะต่อกรกับทุนข้ามชาติได้ นั่นคือ การเป็นร้านค้าปลีกเฉพาะทางค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน ทุนข้ามชาติได้เข้ามายึดตลาดส่วนใหญ่ของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ห้างสรรพสินค้าที่เคยรุ่งโรจน์,,วันนี้ร่วงโรย เพราะไม่สามารถอัดเม็ดเงินสร้างโปรโมชั่นมาแข่งกับทุนข้ามชาติได้ วันนี้ยังเป็นยุคของ “ร้านขายของขำยามชองช้ำ” แต่ถ้าได้อ่านบทความมาตั้งแต่ต้น จะเห็นแสงสว่างทางรอดของค้าปลีกคนไทย ด้วยการนำความเข้าใจธรรมชาติในโครงสร้างค้าปลีกสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ นั่นคือ การร่วมมือกัน ระหว่างผู้ผลิตและเครือข่ายเพื่อนผู้ค้าปลีก ตัดพ่อค้าคนกลาง ปรับการโฆษณาเปลี่ยนมาสู่การสื่อสารแบบปากต่อปาก ใช้ IMC ได้แก่ จัดการสาธิต, จัดแสดงตัวอย่างผลสำเร็จจากการใช้จริง โดยดำเนินการที่ ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง ในเครือข่ายของเรา
ทั้ง4บทที่เขียนขึ้นมาจากผลงานการวิเคราะห์ทางการตลาด ซึ่งได้มาสอดรับกับนโยบายของ เอเชี่ยนไลฟ์ ทำให้ผู้เขียนมั่นใจใน เอเชี่ยนไลฟ์ และนำมาสู่ธุรกิจค้าปลีก BIM CENTER “ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงาม บาย เอเชี่ยนไลฟ์”
หมายเหตุ ร้านค้าปลีกเฉพาะทาง ที่โตวันโตคืนมาตลอด 10ปี ได้แก่ กลุ่มอาหาร และ กลุ่มความงาม เช่น วุฒิ-ศักดิ์, บอดี้เชฟ, เอ็มเคสุกี้ กรณี “วุฒิ-ศักดิ์” ไม่สนใจเปิดในศูนย์การค้า นิยมในย่านชุมชน และ สถานีรถไฟฟ้า ดูจะใกล้เคียงแนวทางของ “BIM CENTER”
BIM CENTER ขายอะไร บริการอะไร ต่อตอนหน้านะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
