วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เทคนิคบริหารร้านค้าปลีก


เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำอย่างไร ให้ร้านค้าปลีกของคุณแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าที่เดินเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย นั่นคือ คำถามที่เจ้าของร้านค้าปลีกทุกรายต้องการรู้คำตอบ Business Tips มีคำตอบง่ายๆ กับ ?3 เทคนิคบริหารร้านค้าปลีกอย่างมีประสิทธิภาพ?


1. การจัดรูปแบบภายในร้านค้า

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าได้พบเมื่อเข้าร้าน หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่าบริเวณที่ลูกค้าเดินผ่านบ่อยเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ อยู่ระหว่างทางเข้าร้าน บริเวณสินค้าขายดี และจุดจ่ายเงิน หากสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าบริเวณนี้ให้มาก ก็จะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเห็นสินค้ามากขึ้น และแน่นอนโอกาสที่จะซื้อก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากนั้นมาดูเรื่อง การจัดระยะห่างของชั้นเรียงสินค้าให้พอดี ระยะแคบเกินไปทำให้ดูแออัด ลูกค้ามองเห็นสินค้าไม่ครบ ส่วนกว้างเกินไปก็ทำให้ร้านโล่งดูมีของขายน้อย ขยับมาที่ ชั้นวางสินค้า ควรแบ่งกลุ่มสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน และเลือกลักษณะของชั้นวางให้เหมาะสม ในขณะที่ บรรยากาศภายในร้าน ก็ต้องสร้างบรรยากาศที่ดี ตกแต่งด้วยรูปภาพ โปสเตอร์ หรือใช้โทนสีช่วย ร้านที่ใช้โทนสีอ่อนหรือสีขาวจะดูสว่างและสะอาด แสงสว่าง ที่เพียงพอจะทำให้มองเห็นสินค้าชัดเจน? แต่ควรระวังไม่ให้แสงไฟทำให้สีของสินค้าเปลี่ยนไป และควรเลือกใช้หลอดประหยัดไฟที่ให้แสงสว่างมากกว่าในจำนวนวัตต์ที่เท่ากัน


2. การจัดซื้อสินค้าเข้าร้าน

การแบ่งประเภทสินค้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าหมุนเวียนช้า และสินค้าหมุนเวียนเร็ว การเลือกสินค้าเข้าร้านต้องเลือกให้หลากหลาย เลือกยี่ห้อที่เป็นที่นิยม เลือกขนาดบรรจุเพียง 1 หรือ 2 ขนาด โดยปกติมักเป็นขนาดเล็ก เลือกสี กลิ่น หรือรส เฉพาะที่เป็นที่นิยม และเลือกโดยดูจากความต้องการของลูกค้า ส่วนแนวทางการสั่งซื้อสินค้า เจ้าของร้านต้องกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง และตรวจนับสินค้าคงเหลือก่อนสั่ง โดยตัดสินใจสั่งซื้อจากข้อมูลในอดีตแต่ก็ต้องหาข้อมูลใหม่ๆ ช่วยในการตัดสินใจอยู่เสมอ, สั่งซื้อตามจำนวนที่พอขายในช่วงเวลาที่กำหนด, ไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากคุณภาพสินค้าลดลงแล้ว หากเก็บไม่ดีเป็นการเอาเงินไปจมไว้ ที่สำคัญบริหารสต็อกอย่าให้สินค้าขาดเพื่อไม่ให้เสียโอกาสการขาย


3. การจัดสรรพื้นที่วางสินค้า

ทำพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด โดยพิจารณาจากยอดขายและความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก หลักเกณฑ์ในการจัดเรียงสินค้าคือ เห็นเด่นชัด เมื่อลูกค้าเห็นสินค้า สินค้านั้นย่อมได้รับการพิจารณาเลือกซื้อ? เข้าถึงสะดวก? ถ้าลูกค้าไม่สามารถแตะหรือหยิบสินค้าได้สะดวก สินค้านั้นย่อมไม่ได้รับการเลือกซื้อ จัดเรียงน่าสนใจ การตั้งโชว์สินค้าให้ดึงดูดความสนใจ ช่วยให้ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น เข้าก่อนออกก่อน รักษาระดับการหมุนเวียนสต็อกให้เหมาะสม และดูแลให้สินค้าบนชั้นใหม่สดเสมอ และสะอาดน่าซื้อ สินค้าที่สะอาดทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าใหม่น่าซื้อ


ที่มา นิตยสาร SME Thailand เรื่อง : ออกัส

กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของร้านค้าปลีกคนไทย


กลยุทธ์การตลาดร้านค้าปลีก

เนื่องจากการเปิดเสรีทางการค้าในประเทศไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ต่างต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ และต่อไปนี้คือกลยุทธ์เพื่อสร้างความอยู่รอดให้กับร้านค้าปลีกของไทย


กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของร้านค้าปลีก


กลยุทธ์ด้านการเงิน
· ต้นทุนการดำเนินงาน ผู้ประกอบการต้องรู้จักการบริหารการผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นไว้ในสต็อกนานเกินไป
· รายได้เสริม นอกจากการขายสินค้าภายในร้านแล้ว ในช่วงเวลาว่าง ผู้ประกอบการอาจผลิตสินค้าอื่น ๆ ออกมาจำหน่าย หรือแบ่งพื้นที่หน้าร้านให้เช่าเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าในอีกทางหนึ่ง
· เน้นสินค้าที่มีกำไร ผู้ประกอบการควรเน้นสินค้าที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อ หรือสินค้าที่ให้กำไรสูงมากเป็นพิเศษกว่าสินค้าประเภทอื่น เช่น เครื่องดื่ม เพราะเป็นสินค้าที่ดื่มกันทุกเพศ ทุกวัย เป็นต้น
· ไม่แข่งขันด้านราคา ผู้ประกอบการควรเน้นสร้างความแตกต่าง ให้สินค้ามีความแปลกใหม่ มีดีไซน์เก๋ไม่เหมือนใคร มากกว่าจะแข่งขันกันด้านราคา
· ไม่ขยายตัวด้วยเงินกู้ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ยากเลย ถ้ากิจการไม่มีหนี้สิน ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกไม่ควรรีบร้อนขยายกิจการถ้าผู้ประกอบการยังไม่มีเงินลงทุนเพียงพอ และไม่ควรกู้เงินเพื่อนำมาขยายกิจการ


กลยุทธ์การตลาด
· Marketing Back to Basics เป็นพื้นฐานทางการตลาด เพื่อศึกษาถึงความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการได้อย่างเหมาะสม
· การปรับ layout เป็นการจัดรูปแบบร้านใหม่ โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการเลือกซื้อเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่าการบริการด้วยตัวเอง (Self Service)
· ถ้ามีคู่แข่งต่างชาติ ให้เลือกทำเลรอง 2nd. Location ผู้ประกอบการควรเลือกทำเลในพื้นที่ชั้น 2 หรือทำเลรอง เพราะพื้นที่ชั้น 1 หรือทำเลหลักจะมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคู่แข่งต่างชาติ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเลือกทำเลรองลงไป แต่ยังมีศักยภาพพอสมควร
· Originality คือ ความพิเศษของตัวสินค้าที่มีเฉพาะร้านเท่านั้น
· กุมหัวใจลูกค้าเดิม เป็นการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมไว้ เพราะการรักษาลูกค้าเดิมจะง่ายและใช้ต้นทุนน้อยกว่าการแสวงหาลูกค้าใหม่


กลยุทธ์การบริหาร
· ขายนอกร้าน เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น และนั่นหมายถึง รายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ร้าน S&P ไม่ได้ขายของหวานเฉพาะในร้านเท่านั้น แต่ขนมของ S&P ยังถูกวางจำหน่ายตามร้านจิฟฟี่ในปั๊มน้ำมัน JET และห้างสรรพสินค้าต่างๆ อีกด้วย
· Non - Store เป็นการขายตรงแบบไม่มีร้านค้า เพื่อกระจายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น ศิริวัฒน์แซนด์วิช เป็นต้น
· Franchising ถ้าหากกิจการยังไม่ประสบความสำเร็จ กิจการนั้นคงไม่เหมาะสมที่จะทำแฟรนไชส์ เพราะแฟรนไชส์เป็นกลยุทธ์สำหรับธุรกิจที่มีความสำเร็จ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และกำลังคนในการขยายงาน
· หาพันธมิตร เป็นการร่วมมือกันระหว่างธุรกิจที่ดำเนินกิจการในรูปแบบเดียวกัน การสร้างพันธมิตรจะทำให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จ มากกว่าการดำเนินงานแต่เพียงลำพัง


กลยุทธ์ง่าย ๆ ที่ไม่ต้องลงทุน
วิธีการข้างต้นเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนารูปแบบการบริหารร้านค้าปลีกได้ โดยผู้ประกอบการไม่ต้องอาศัยการลงทุนเพิ่ม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวทางธุรกิจและเศรษฐกิจ รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ประกอบการต้องมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย



แหล่งข้อมูล สุธี พนาวร. "กลยุทธ์การตลาดร้านค้าปลีก รุ่นที่ 1". เอกสารประกอบการอบรมของสถาบัน พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สินค้าความงาม ชูระบบแฟรนไชส์



“บิวตี้บุฟเฟ่ต์”ชูแฟรนไชส์เพิ่มสาขา

“บิวตี้บุฟเฟ่ต์” ทยอยรีโนเวตสาขา งัดกลยุทธ์เซเลบริตี้ มาร์เก็ตติ้ง-เทสโมเนียน มาร์เก็ตติ้ง สร้างแบรนด์ จัดกิจกรรมแคมปัสทัวร์-ออกบูทขยายฐาน ศึกษาระบบแฟรนไชส์ คาดดีเดย์ปีหน้า ลั่นสิ้นปีโต 20%

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมนาโพลิแตนท์ จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกสินค้าความงามภายใต้ชื่อคอสเมด้า และบิวตี้บุฟเฟ่ต์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัท อยู่ระหว่างการทยอยรีโนเวตและปรับร้านคอสเมด้าที่เปิดให้บริการอยู่ในศูนย์การค้าต่างๆ ที่มีประมาณ 22 แห่ง ให้เป็นบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ทั้งหมด ด้วยงบฯ 1 ล้านบาท/สาขา และตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีร้านบิวตี้บุฟเฟ่ต์จะมี 28 สาขา จากปัจจุบันที่มี 14 สาขา

ร้านที่รีโนเวตใหม่มีคอนเซ็ปต์ simply-easy-lively เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเดินในร้านบุฟเฟ่ต์ที่มีหลากหลายเมนู รวมทั้งเพิ่มความสะดวกสบายในการเลือกทดลองสินค้าให้กับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มนักศึกษาและคนทำงาน โดยวาง โพซิชั่นเป็นร้านขายสินค้าความงามแบบ มัลติแบรนด์ คุณภาพเทียบเท่าเครื่องสำอางเคาน์เตอร์

พร้อมกันนี้บริษัทก็จะให้ความสำคัญในการสร้างแบรนด์บิวตี้บุฟเฟ่ต์ ด้วยกลยุทธ์ ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง celebrity marketing และ testimonial marketing รวมทั้งการโฆษณาผ่านสื่อ โฆษณา ณ จุดขายการจัดแคมปัสทัวร์ตามมหาวิทยาลัย การออกบูทตามงานแสดงสินค้า เป็นต้น

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาระบบแฟรนไชส์ และคาดว่าจะเริ่มเปิดขายได้ในต้นปี 2552 และเบื้องต้นตั้งเป้าไว้ 15 แห่ง”

นายแพทย์สุวินยังให้ข้อมูลด้วยว่า แบรนด์ที่ขายในร้านจัดเป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ที่ขายเฉพาะในบิวตี้บุฟเฟ่ต์ อาทิ Gino McCray, Kallista Rivini, Scentio, Lansley และ Life Spa ปีหน้ายังวางแผนเพิ่มสินค้าอีกหนึ่งแบรนด์คือ Beauty cottage สกินแคร์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ

จากการที่ให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายและหันมาหาสินค้าที่มีความคุ้มค่า คุ้มราคามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคที่เคยใช้เครื่องสำอางแบรนด์เนมจำนวนหนึ่งสวิตช์มาที่บิวตี้บุฟเฟ่ต์ และจากแนวทางต่างๆ ที่วางไว้ มั่นใจว่าสิ้นปีนี้ จะมีการเติบโตไม่ ต่ำกว่า 20% หรือมีรายได้รวม 340 ล้านบาท

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 11 สิงหาคม 2551

ร้านสกินแคร์ "วุฒิ-ศักดิ์" รีโนเวต-เพิ่มสาขา ขยายต่อเนื่อง



วุฒิ-ศักดิ์ อัดงบ50ล. รีโนเวต-เพิ่มสาขา เข้าตลาดฯ สิ้นปี 52

วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ลุยเปิดสาขาเพิ่ม 4 แห่ง เทงบ 50 ล้านบาท เร่งสร้างแบรนด์ รีโนเวต 5 สาขาใหม่ เผยผลประกอบการสิ้นปี 51 เติบโต 5% พร้อมแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลายปี 52 หวังระดมทุนกว่า 500 ล้านบาท

นายนิพนธ์ จึงเจริญสุขยิ่ง กรรมการบริหาร บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก เวชกรรม จำกัด เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กระทบกับธุรกิจ บริษัทยังเดินหน้าเปิดสาขาเพิ่มอีก 4 แห่ง ที่ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา และเชียงใหม่ จากปัจจุบันที่มีสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวม 52 สาขา ตั้งเป้าปีหน้าขยายครบ 70 แห่งทั่วประเทศ

“คนไข้ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าระดับกลาง-บน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบและยังคงเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันจำนวนผู้มารักษาเฉลี่ยรวมกันอยู่ที่ 3,000-4,000 คนต่อวัน ใช้บริการเฉลี่ย 800-1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง คาดว่าปีนี้มีรายได้เติบโตอยู่ที่ประมาณ 5%” นิพนธ์ กล่าวและว่าบริษัทได้ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท เพื่อรีโนเวตสาขาให้ดูทันสมัย โดยดำเนินการไปแล้ว 4 แห่ง คือ ที่เดอะมอลล์บางแค อิมพีเรียลสำโรง เซ็นทรัลพระราม 2 และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต

นอกจากนี้ใน 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท หวังสร้างแบรนด์บริการอย่างครบวงจรด้านความงามแบบองค์รวม ซึ่งมองว่าที่ผ่านมายังขาดในเรื่องของศัลยกรรมความงาม ทำเลสิก และเกี่ยวกับฟัน

“ตั้งแต่ต้นปี ได้ว่าจ้างให้บริษัทตรวจสอบบัญชีที่รับรองจาก ก.ล.ต. เข้ามาตีราคาสินทรัพย์ให้ ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 90% เหลือแต่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนให้ได้ 380 ล้านบาท จากปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 10 ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผน คาดว่าบริษัทจะสามารถเข้าตลาดฯได้ปลายปี 2552 หรือไม่เกินไตรมาสแรกของปี 2553 โดยปัจจุบันบริษัทมีทีมแพทย์และพนักงานทั้งสิ้น 1,500 คน และติด 1 ใน 3 ของตลาดเวชสำอางมูลค่า 10,000 ล้านบาทต่อปี”นายนิพนธ์กล่าว

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 17 กันยายน 2551

ตลาดสลิมมิ่งโต สวนกระแสเศรษฐกิจ



‘บอดีเชพ’ มั่นใจตลาดสลิมมิ่งแรงสวนเศรษฐกิจ


บอดี้เชพ ลุยตลาดสลิมมิ่งปี 52 ใช้งบ 30-40% ของรายได้ ขยายสาขา ซื้ออุปกรณ์ และทำตลาด กระตุ้นรายได้โต 5-10% ไม่หวั่นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ออกสินค้ากลุ่มอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วนอีก 4-5 ชนิดดันยอดขายเพิ่ม

นายภูพงษ์ สืบวงศ์ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอดี้เชพ คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานศรษฐกิจ” ถึงทิศทางการทำตลาดของศูนย์บริการบอดี้เชพในปีหน้าว่า บริษัทจะมีการใช้งบประมาณ 30-40% ของรายได้รวม เพื่อขยายสาขาของศูนย์บริการบอดี้เชพเพิ่มขึ้นอีก 3-4 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 27 สาขา ใช้งบประมาณการลงทุนสาขาละ 15 ล้านบาท การลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์การให้บริการ ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดจากประเทศอิตาลีมูลค่า 70 ล้านบาท รวมถึงการทำตลาดสำหรับปีหน้า เพื่อผลักดันให้บริษัทมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 5-10% จากรายได้รวมของปีนี้ ที่คาดว่าจะมีรายได้ 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังมองว่าทิศทางธุรกิจของสถาบันลดน้ำหนักหรือตลาดสลิมมิ่ง ที่ตลาดรวมมีมูลค่าประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท ยังมีการเติบโตที่ดี แม้ว่าจะมีปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นก็ตาม เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของรูปร่างและการดูแลบุคลิกภาพของตนเอง ส่วนปัญหาทางการเมืองนั้นยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าในปีหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสลิมมิ่งมากนัก

นายภูพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมที่จะออกสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางในการทำทรีตเมนต์ร่างกายประมาณ 4-5 ชนิด เพื่อสร้างรายได้และสร้างการจดจำในแบรนด์ จากปัจจุบันที่มีการทำตลาดกาแฟลดน้ำหนัก (Body Shape Coffee) ที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ และมีผลิตภัณฑ์สำหรับการทรีตเมนต์ 2 ชนิด ได้แก่ บอดี้เชพปิ้งครีม และบอดี้เฟิร์มมิ่งเจลที่วางจำหน่ายมากว่า 2 เดือนแล้ว

“ผลิตภัณฑ์กาแฟวางจำหน่ายผ่านวัตสัน ท็อปส์ และร้านเซเว่นอีเลฟเว่น รวมถึงการส่งออกไปจำหน่ายยังกลุ่มประเทศยุโรป ตะวันออกกลาง รัสเซีย ญี่ปุ่น และหลายประเทศในเอเชีย ในปีหน้าจะส่งออกไปยังฮ่องกง ไต้หวัน และจีน ซึ่งกาแฟมีออกมาจำหน่ายตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว มีการเติบโตประมาณ 10% ทั้งที่ไม่ได้ทำการตลาดอะไรมากมาย ส่วนผลิตภัณฑ์ทรีตเมนต์ทั้งสองชนิด จัดจำหน่ายผ่านร้านบู๊ทส์และห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยรายได้ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของรายได้”

สำหรับภาพรวมของธุรกิจในปีนี้ บริษัทยังดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยน่าจะมีรายได้ 500 ล้านบาท หรือมีการเติบโต 5-7% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งอีเวนต์ การใช้สื่อโฆษณาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และมีโปรโมชันออกมาทำตลาดเพื่อเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ รวมถึงมีการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมการให้บริการรูปแบบใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วย


“ในปีนี้มีกลุ่มลูกค้าใหม่เข้ามากว่า 5,000 คน จากจำนวนลูกค้าเก่าที่มาใช้บริการรวมกว่า 10,000 ราย ปีนี้ยอดการใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ยอยู่ 50,000 – 60,000 บาท ซึ่งถือว่าลดต่ำลงจากปีที่ผ่านมา 10-15% แต่มีจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทยังรักษาการเติบโตไว้ได้” นายภูพงษ์ กล่าวในตอนท้าย

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ 14 ธันวาคม 2551